“เวลา” ไม่ได้หมายถึงนาฬิกาบนผนัง ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของชั่วโมงหรือนาทีที่ผ่านไป อยากให้เราลองมองดูเวลาเป็นเหมือนเวทีหรือพื้นที่ที่เราจะใช้ชีวิตของเรา อย่างไร มันเป็นเนื้อที่ว่างๆ เป็นเหมือนผืนผ้าใบสำหรับเราแต่ละคนจะปาดป้ายสีสันอะไรลงไป ในวัยเด็ก..ผืนผ้าใบแห่งชีวิตก็ดูจะกว้างใหญ่ เรามีเวลาเยอะที่จะทำอะไรต่างๆ และก็มีหลายๆ คนมาช่วยเราทำ คุณพ่อ คุณแม่ ลุงป้าน้าอาก็มารุมกันช่วยเรา พอเข้าวัยเรียนก็มีคุณครูกับเพื่อนๆ มาเพิ่ม สนุกกันเข้าไปใหญ่ จนบางทีรู้สึกเหมือนผืนผ้าใบชักจะเล็กเกิน นึกอยากจะขยายมันออกไป ยืดเวลาให้มันยาวกว่าเดิม ก็ทำไม่ได้หรอก แต่เพราะมันมีความสุข สนุกดีกับสีสันของหลายๆ คนที่มาขีดมาเขียน มาปาดป้ายสีสัน ได้ทำอะไรด้วยกัน บางทีก็รู้สึกว่าช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นแสนสั้นเหลือเกิน
ผ่านไปไม่นานก็มาพบว่าตัวเองอยู่ใน “วัยทำงาน” เคยถามตัวเองมั๊ย..ว่ามันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่? เรียนจบ...หรือตอนตัดสินใจว่าจะไม่เรียนต่อ ถ้าตอนนี้คุณอยู่ในวัยทำงาน ก็ขอให้รู้เถอะว่าพื้นที่ที่เคยกว้างใหญ่ของผืนผ้าใบแห่งกาลเวลาหรือเวที สำหรับชีวิตที่เคยโลดเล่นอย่างที่ใจปรารถนามันอาจจะเปลี่ยนไป เวลาที่ไม่อยากให้หมดเพราะยังสนุกไม่พอ เวลาที่เคยรู้สึกว่าแสนสั้นก็อาจจะสั้นลงไปอีกเพราะทำงานเท่าไหร่ก็ไม่ค่อย จะทัน “เดดไลน์” แต่ก็อย่าได้กังวลไป เพราะในความเป็นจริง เวลาไม่เคยสั้นหรือยาวได้กว่าที่มันเป็น เวลาไม่เคยหมดและก็ไม่เคยเสียด้วย เวลายังคงเที่ยงตรง แน่นอน ไม่จบสิ้น เวลายังคงเปิดเนื้อที่อันกว้างใหญ่ที่ไร้ขอบเขตให้เราได้เล่น ได้เรียน ได้เติบโต ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ เพียงแต่เราเองต้องรู้ว่าจะใช้เวลาอย่างไร
“การใช้เวลา” ก็หมายถึง “การใช้ชีวิต” การใช้เวลาอย่างมีค่าก็คือการดำเนินชีวิตในวิธีที่ทำให้เกิดคุณประโยชน์สูง สุดทั้งกับตนเองและผู้อื่น สิ่งชี้บอกว่าเราได้ใช้ชีวิตอย่างดีก็คือการมีความสุขในทุกก้าวย่างของ ชีวิต เราคงเคยได้ยินคำพูดที่บอกว่า “จงทำในสิ่งที่เรารัก” เพราะนั่นจะทำให้เรามีความสุขกับสิ่งที่เราทำ แต่อยากบอกทุกท่านด้วยความรักและความปรารถนาดีว่า “จงรักในสิ่งที่เราทำ”เพราะนี่จะทำให้เรามีความสุขกับทุกๆ สิ่งในชีวิตของเรา คำถามก็คือเราจะรักในสิ่งที่เราทำได้อย่างไร?
ครั้ง หนึ่งได้ฟังเรื่องราวของคนขับรถพยาบาล คนขับรถที่เกลียดอาชีพขับรถอย่างที่สุด เพราะพ่อของเขามีอาชีพขับรถรับจ้าง แล้วก็ไม่ค่อยจะมีเวลาให้กับครอบครัว ทิ้งเขากับแม่ให้ต้องอยู่กันตามลำพังเสมอ เขาถึงกับปฏิญาณว่าจะไม่มีวันยึดอาชีพขับรถอย่างเด็ดขาด แต่แล้วด้วยความยากจน ขัดสนเงินทองที่จะเลี้ยงครอบครัว เขาก็จำต้องมาทำอาชีพเป็นคนขับรถพยาบาล แต่ถึงจะมีอาชีพนี้ เขาก็ไม่เคยที่จะรู้สึกดีกับการขับรถเลย วันหนึ่งเขาต้องไปรับผู้ป่วยฉุกเฉินมาส่งโรงพยาบาล เขาขับรถมาเรื่อยๆ ตามสบาย ไม่สนใจกับความเร่งด่วนหรือความจำเป็นที่คนป่วยควรจะถูกส่งถึงมือหมอให้เร็ว ที่สุด แล้วคนป่วยรายนั้นก็ตาย คนในครอบครัวต่างร้องไห้คร่ำครวญ เศร้าเสียใจกับการจากไปของผู้ตาย น้ำตาแทบจะกลายเป็นสายเลือด จนแม้แต่หัวใจของคนขับรถเองก็รู้สึกได้ถึงความทุกข์ทรมาน
มันเป็น ครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตนเองต้องมีส่วนรับผิดชอบกับความตายที่เกิดขึ้น เขาคิดว่าหากเขาขับรถด้วยความใส่ใจกว่านี้ ขับให้เร็วขึ้นอีกนิด เขาก็สามารถเป็นรถคันสุดท้ายของไฟเขียวแทนที่จะเป็นคันแรกของไฟแดง แล้วบางทีผู้ป่วยรายนี้ก็อาจจะไม่ตาย ญาติมิตรก็คงไม่ต้องร้องไห้เสียใจกันอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น เขาได้ตระหนักว่าอาชีพขับรถพยาบาลที่เขาทำอยู่นั้นเป็นอาชีพที่แสนจะมีคุณ ค่า ความเป็นหรือความตายของคนไข้ เสียงหัวเราะหรือร้องไห้ของญาติคนไข้ คือบางสิ่งที่อยู่ในความรับผิดชอบของเขา เขากลายเป็นคนที่มีความใส่ใจอย่างเต็มที่ในงานที่ทำ มีความสุขในการขับรถเพราะรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่มีคุณค่า มีคุณประโยชน์ต่อชีวิตของผู้คน
หากว่าคุณยังไม่รู้สึกเป็นสุขกับสิ่ง ที่ตนเองทำ อยากแนะนำให้เริ่มมองหาคุณค่าในสิ่งนั้น มองดูว่ามันมีประโยชน์กับตนเองอย่างไร เป็นประโยชน์ต่อครอบครัวหรือคนที่เรารักมั๊ย หรือเป็นประโยชน์ต่อผู้คน สังคม ไปจนถึงประเทศชาติของเราอย่างไร เชื่อว่าถ้าเราตระหนักได้ถึงคุณประโยชน์เหล่านั้น ก็ไม่ยากเลยที่เราจะเริ่มรู้สึกดีๆ กับงานที่เราทำ มากเท่าที่เราเห็นคุณค่า ก็ง่ายที่เราจะเป็นสุขกับสิ่งที่เราทำได้มากขึ้นตามนั้น และที่สำคัญก็คือให้มีศรัทธาว่า “งานทุกงานที่สุจริต ล้วนแล้วแต่มีคุณค่าและมีคุณประโยชน์เสมอ”
คำ ว่า “คุณค่า” ในที่นี้ก็ไม่ได้เป็นคำเดียวกันกับ “มูลค่า” หรอกนะ บางสิ่งที่มีคุณค่าก็ไม่ได้มีราคาซักเท่าไหร่ แต่มันมาพร้อมกับ “คุณประโยชน์” ซึ่งก็เป็นคนละคำกับ “ผลประโยชน์” ถ้าเรามีแนวคิดแบบเดิมๆ ว่า “งานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุข” และแล้วมันก็มักจะพาเราไปหาเรื่องของผลประโยชน์และเงินทอง นั่นก็โอเค ถ้าเรามองว่ามันเป็นไปเพื่อเลี้ยงชีพ แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรเก็บไว้ในหัวใจก็คือความจริงที่ว่า ความสุขที่แท้จริงนั้นเป็นผลจากความพอใจ ซึ่งไม่ได้หมายถึงความพอใจที่เกิดจากการได้อะไรภายนอก แต่เป็นความพอใจในสิ่งที่เรามี ที่เราเป็น เป็นความพอใจ ภูมิใจที่เราได้ทำในสิ่งที่มีคุณค่า และที่มันมีคุณค่าก็เพราะมันให้คุณประโยชน์แก่ส่วนใหญ่ ส่วนรวม มากกว่าจะเป็นแค่ผลประโยชน์ส่วนตัว ส่วนตน หรือเฉพาะคนของเรา
“วัยทำ งาน” ไม่ได้ผ่านไปเร็วนักเหมือนกับวัยเด็กหรอก หากเรารู้ค่าของเวลาซึ่งหมายถึงการรู้ค่าของชีวิต และแล้วบางทีเราอาจจะเลือกที่จะอยู่ในวัยทำงานไปตลอด ตราบเท่าที่เรายังมีเวลา ก็ขอให้เราได้มีชีวิตอยู่อย่างทรงคุณค่า อย่างน้อยก็ก่อนที่เวลาของ “เดดไลน์” เส้นสุดท้ายจะมาถึง.





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น