วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เมื่อใจสั่นไหว หวิว วูบ






     หัวใจ เป็นอวัยวะสำคัญ ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ทั่วร่างกาย ซึ่งทุกจังหวะการเต้นของหัวใจสามารถเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความสมบูรณ์หรือความผิดปกติของสุขภาพของเราได้เช่นกัน โดยปกติอัตราการเต้นของหัวใจในผู้ใหญ่ทั่วไปประมาณ 60-100 ครั้งต่อนาที ไม่ควรช้าหรือเร็วเกินกว่านี้มากนัก แต่บางคนก็ละเลยไม่ใส่ใจอาการผิดปกติ ไม่ว่าจะอาการใจสั่นเหมือนหัวใจเต้นเร็วขึ้น บางครั้งรู้สึกหัวใจเต้นๆ หยุดๆ ใจหวิวๆ วูบๆ เหมือนจะเป็นลม บางทีก็มีอาการเจ็บหน้าอก เป็นๆ หายๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังอยู่ใน ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ส่งผลร้ายต่อชีวิตได้อย่างคาดไม่ถึง

     การสังเกตุว่าตนเองอยู่ในภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ พอจะแยกตามลักษณะอาการได้ คือ หัวใจเต้นช้าเกินไป มีอาการมึนงง หวิว วูบ หมดสติ อาจมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หรือหัวใจเต้นแรงกว่าปกติ หัวใจเต้นเร็วแบบมีวงจรลัดไฟฟ้า จะมีอาการหัวใจเต้นเร็วขึ้นโดยทันที ซึ่งอาจเกิดร่วมกับอาการเหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก เป็นลม อาการหัวใจเต้นๆ หยุดๆ ตกวูบ คล้ายตกจากที่สูง หรือมีอาการคล้ายจะเป็นลมและเจ็บหน้าอก และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่มีความรุนแรงมาก เรียกว่า หัวใจห้องบนเต้นพริ้วผิดจังหวะ ซึ่งอาจทำให้เกิดเป็นอัมพาตได้จากการเกิดลิ่มเลือดในหัวใจซึ่งถือว่าอันตรายมาก

     การตรวจภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจต้องตรวจดูว่าผู้ป่วยมีโรคหัวใจชนิดอื่นร่วมด้วยหรือไม่ ได้แก่ การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง การตรวจโดยวิธี Tilt Table Test คือการทดสอบภาวะการเป็นลมหมดสติโดยการปรับระดับเตียง เพื่อทดสอบในผู้ป่วยที่มีอาการเป็นลมบ่อยๆ และยังมีการตรวจหัวใจโดยใช้ Computer ชนิด CT 64 Slice และ Cardiac MRI รวมทั้งการฉีดสีผ่านสายสวนหัวใจ

     การรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ บางกรณีแพทย์อาจพิจารณารักษาโดยการใช้ยาเพียงอย่างเดียว เริ่มด้วยยาคลายเครียด ยาต้านการเต้นหัวใจผิดปกติ หรือยากระตุ้นหัวใจ เป็นต้น และปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ได้ผลดี

     ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะส่วนหนึ่งจะไม่มีอาการ ทำให้ไม่ตระหนักถึงความสำคัญและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ สำหรับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่พบบ่อยที่สุดคือ หัวใจห้องบนเต้นพริ้วผิดจังหวะ ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดอัมพาตได้สูงถึง 5-15% ต่อปี เนื่องจากลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในหัวใจจากการที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะจะหลุดออกไปอุดหลอดเลือดสมอง ทำให้เกิดอัมพฤกษ์อัมพาตได้ และภาวะหัวใจอ่อนกำลัง ก็เป็นอีกสาเหตุของการเสียชีวิตที่สูงขึ้นเมื่อพบร่วมกับโรคเบาหวาน และหลอดเลือดหัวใจตีบตัน

     ควรหมั่นดูแลสุขภาพของตนเอง หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ พัก

ผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด ออกกำลังกายเป็นประจำ หลีกเลี่ยงชา กาแฟ แอลกอฮอล์ หรือยากระตุ้

นบางชนิดที่มีผลต่อการเต้นของหัวใจ ถ้าไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อนรับประทานยา

ที่มา : สสส.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น