หัวใจ
เป็นอวัยวะสำคัญ ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ทั่วร่างกาย
ซึ่งทุกจังหวะการเต้นของหัวใจสามารถเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความสมบูรณ์หรือความผิดปกติของสุขภาพของเราได้เช่นกัน
โดยปกติอัตราการเต้นของหัวใจในผู้ใหญ่ทั่วไปประมาณ 60-100
ครั้งต่อนาที ไม่ควรช้าหรือเร็วเกินกว่านี้มากนัก แต่บางคนก็ละเลยไม่ใส่ใจอาการผิดปกติ
ไม่ว่าจะอาการใจสั่นเหมือนหัวใจเต้นเร็วขึ้น บางครั้งรู้สึกหัวใจเต้นๆ หยุดๆ
ใจหวิวๆ วูบๆ เหมือนจะเป็นลม บางทีก็มีอาการเจ็บหน้าอก เป็นๆ หายๆ
นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังอยู่ใน “ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ” ที่ส่งผลร้ายต่อชีวิตได้อย่างคาดไม่ถึง
การสังเกตุว่าตนเองอยู่ในภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่
พอจะแยกตามลักษณะอาการได้ คือ หัวใจเต้นช้าเกินไป มีอาการมึนงง หวิว วูบ หมดสติ
อาจมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หรือหัวใจเต้นแรงกว่าปกติ
หัวใจเต้นเร็วแบบมีวงจรลัดไฟฟ้า จะมีอาการหัวใจเต้นเร็วขึ้นโดยทันที
ซึ่งอาจเกิดร่วมกับอาการเหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก เป็นลม อาการหัวใจเต้นๆ หยุดๆ
ตกวูบ คล้ายตกจากที่สูง หรือมีอาการคล้ายจะเป็นลมและเจ็บหน้าอก
และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่มีความรุนแรงมาก เรียกว่า
หัวใจห้องบนเต้นพริ้วผิดจังหวะ ซึ่งอาจทำให้เกิดเป็นอัมพาตได้จากการเกิดลิ่มเลือดในหัวใจซึ่งถือว่าอันตรายมาก
การตรวจภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
อาจต้องตรวจดูว่าผู้ป่วยมีโรคหัวใจชนิดอื่นร่วมด้วยหรือไม่ ได้แก่
การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง
การตรวจโดยวิธี Tilt Table Test คือการทดสอบภาวะการเป็นลมหมดสติโดยการปรับระดับเตียง
เพื่อทดสอบในผู้ป่วยที่มีอาการเป็นลมบ่อยๆ และยังมีการตรวจหัวใจโดยใช้ Computer ชนิด
CT 64 Slice และ Cardiac MRI รวมทั้งการฉีดสีผ่านสายสวนหัวใจ
การรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
บางกรณีแพทย์อาจพิจารณารักษาโดยการใช้ยาเพียงอย่างเดียว เริ่มด้วยยาคลายเครียด
ยาต้านการเต้นหัวใจผิดปกติ หรือยากระตุ้นหัวใจ เป็นต้น
และปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ได้ผลดี
ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะส่วนหนึ่งจะไม่มีอาการ
ทำให้ไม่ตระหนักถึงความสำคัญและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ สำหรับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่พบบ่อยที่สุดคือ
หัวใจห้องบนเต้นพริ้วผิดจังหวะ ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดอัมพาตได้สูงถึง 5-15%
ต่อปี
เนื่องจากลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในหัวใจจากการที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะจะหลุดออกไปอุดหลอดเลือดสมอง
ทำให้เกิดอัมพฤกษ์อัมพาตได้ และภาวะหัวใจอ่อนกำลัง
ก็เป็นอีกสาเหตุของการเสียชีวิตที่สูงขึ้นเมื่อพบร่วมกับโรคเบาหวาน
และหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
ควรหมั่นดูแลสุขภาพของตนเอง
หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ พัก
ผ่อนให้เพียงพอ
ไม่เครียด ออกกำลังกายเป็นประจำ หลีกเลี่ยงชา กาแฟ แอลกอฮอล์
หรือยากระตุ้
นบางชนิดที่มีผลต่อการเต้นของหัวใจ
ถ้าไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อนรับประทานยา
ที่มา : สสส.





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น