ดวงตาแห่งปัญญา : The Eye of Wisdom

เมื่อใครบางคนตาบอด เขาไม่เห็นสีสันหรือความสวยงามใดๆ การมอบดวงตาให้แก่ใคร ถือเป็นทานที่ยิ่งใหญ่  ในทุกวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่นั้นตาบอด พวกเค้าอยู่ในความมืด หลงทาง และถูกผูกไว้ในบ่วงพันธะต่างๆ 

              เมื่อดวงตาแห่งปัญญาของเราได้เปิดขึ้นมา เราสามารถมองเห็นแม้ว่าข้างนอกจะมืดก็ตาม เราสามารถมองหาหนทางเพื่อจะอยู่ในวิถีชีวิตที่ถูกต้อง เราสามารถมองเห็นเชือกที่ผูกมัดเราอยู่ และเราก็พยายามที่จะปลดปล่อยตนเองออกจากโซ่ตรวนหรือเชือกที่ผูกมัดเราไว้ และทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้เพียงเมื่อเราหันกลับมามองดูตนเอง มองเห็นตัวตนที่แท้จริงของเรา

              สองตานั้นมีไว้เพื่อที่เราจะมองออกไป อีกหนึ่งตานั้นเป็นไปสำหรับมองกลับเข้ามาภายในตนเอง  สองตาของร่างกายนั้นมีไว้เพื่อที่เราจะมองดู แต่ “ตาที่สาม” (Third Eye) หรือ “ดวงตาแห่งปัญญา” มองเห็นเพื่อที่จะเข้าใจ

              ดวงตากับจิตใจนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก เมื่อเราเห็นอะไร จิตใจของเราก็จะคิดถึงสิ่งนั้น เมื่อภาพ (Images) ของความคิด ปรากฏขึ้นบนจอภาพ (Screen) ของจิตใจ และแล้วสติปัญญา (Intellect) ของเราก็จะทำหน้าที่ในการประเมินค่า แยกแยะ และก็ตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อไปเป็นคำพูด การกระทำหรือมีพฤติกรรมอย่างไรตามมา สติปัญญานี่เองที่ถูกอ้างอิงว่าคือ “ตาที่สาม” ของเรา และเป็นด้วยสิ่งนี้ที่ทำให้มนุษย์เราแตกต่างจากสัตว์

              ในความเป็นจริง มนุษย์ทุกคนก็เคยมีดวงตาที่สามที่เปิดอยู่ แต่ด้วยการละเลย เพิกเฉยต่อการใช้สติปัญญาของตนเอง ดวงตาที่สามก็ค่อยๆ หรี่และปิดลงในที่สุด นี่เรียกว่าการหลับไหลของสติปัญญา  เราปล่อยให้ความคิดที่โลดแล่นในจิตใจเป็นไปโดยไม่คัดสรร ไม่ประเมินค่า ไม่มีการแยกแยะถูก-ผิด  กลายเป็นเหมือนไส้กรองที่ไม่มีคุณภาพ ปล่อยให้ธารน้ำแห่งความคิดไหลผ่านไปโดยไม่กลั่นกรอง เมื่อเกิดเป็นความเคยชิน กลายเป็นนิสัย และเข้าสู่โหมดการทำงานแบบอัตโนมัติที่ทุกความคิดถูกส่งต่อไปสู่การกระทำและคำพูด กลายพฤติกรรมตอบโต้ต่อสิ่งเร้าอย่างไร้การควบคุม และนั่นชี้บอกว่าดวงตาแห่งปัญญาของเราได้ปิดลงแล้ว

              การเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างจิตใจและสติปัญญาเป็นสิ่งจำเป็น เพราะนั่นทำให้เราสามารถใช้ชีวิตในฐานะของนายเหนือตนเอง เหนือประสาทสัมผัสของร่างกายที่มักจะรับเอาสิ่งเร้าเข้ามากระตุ้นจิตใจให้เกิดเป็นความคิดหมื่นพัน  บางครั้งจิตใจก็เอาเรื่องเก่าๆ ในอดีตมาสร้างใหม่ นำความรู้สึกเศร้าใจ เสียใจกลับมาในปัจจุบัน บางครั้งจิตใจก็โลดแล่นไปยังอนาคต สร้างความคิดในทางที่เป็นลบ แล้วทำให้เราอยู่กับความวิตกกังวลในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เราถูกกระชากลากไปกับจิตใจที่กระเจิดกระเจิง เหตุก็เพราะไม่ได้ใช้สติปัญญาควบคู่กับจิตใจ

              การใช้ดวงตาที่สามมองดูทุกสิ่ง ช่วยให้เราเห็นได้อย่างกว้างไกล ไม่เพียงแค่ในปัจจุบัน แต่สามารถล่วงรู้ไปถึงอดีตและอนาคต นั่นหมายถึงการที่เราจะสามารถยับยั้งชั่งใจก่อนที่จะพูดหรือทำสิ่งใด ไม่โต้ตอบต่อสิ่งไหนโดยปราศจากการใคร่ครวญ  ดวงตาแห่งปัญญาจะทำให้เราเข้าใจว่าอะไรคือเหตุของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ และรู้ว่าหากเราทำสิ่งนี้ลงไป จะเกิดผลเช่นไรในอนาคต 

              การเปิดดวงตาแห่งปัญญาจึงช่วยปลดปล่อยเราจากกรงขังแห่งความเสียใจกับเรื่องราวในอดีต และทำให้เราเป็นอิสระจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ทำให้เรามีชีวิตอยู่กับปัจจุบันได้อย่างแท้จริง และถ้าเราอยากจะให้ดวงตาแห่งสติปัญญาของเราใสกระจ่างอยู่อย่างสม่ำเสมอ ก็ขอให้เราใส่ใจที่จะไม่ให้ฝุ่นผงเข้ามาในดวงตาของเรา ฝุ่นผงในที่นี้หมายถึงการเที่ยวไปมองดูผู้อื่นแทนที่จะเฝ้าแต่มองดูตนเองเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้ดีขึ้นหรือสร้างความก้าวหน้าให้กับตัวเรา  ถ้าเราเฝ้าแต่มองดูสิ่งภายนอก สิ่งเหล่านั้นก็จะเริ่มมีอิทธิพลกับเรา ให้แน่ใจว่าดวงตาแห่งสติปัญญาของเราจับจ้องอยู่กับทุกความคิดที่ปรากฏขึ้นในจิตใจของเรา ตรวจสอบและแยกแยะ และแล้วเราก็จะมีพลังในการตัดสินใจที่ถูกต้องแม่นยำ

              สุดท้ายนี้ฝากพวกเราลองตรวจสอบดูซิว่าเรามีนิสัยอะไรบ้างที่บ่งชี้ว่าตาแห่งปัญญาของเราได้ปิดลงไปแล้ว!     และลองใช้ 2-3 นาที ก่อนที่จะเริ่มต้นวัน หามุมเงียบๆ นั่งคิดว่าวันนี้...ฉันจะทำอะไร วางแต่ละการตัดสินใจบนจอภาพของจิตใจ และใช้ตาของสติปัญญามองดูอย่างนิ่มนวลด้วยความรัก แล้วดูว่าท่านจะสามารถ “รับรู้ความรู้สึก” ไหมว่าอะไรคือสิ่งที่เหมาะสมที่ควรจะทำ

                                                                   
 


Hit Counters

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น